ก็เป็นอันว่า เราผ่านออกมาจากสนามบินได้อย่างปลอดภัย แต่.....หลังจากพ้นความตื่นเต้น เราก็พบว่า เราเริ่มหายใจยากขึ้น ด้วยอากาศที่เบาและบาง แต่ละก้าวของเรา
เหมือนออกแรงมากกว่าปกติ เหนื่อยและหอบ ปนกับการเวียนศรีษะเล็กน้อย ต้องพยายามหายใจลึกๆ
เราจับรถแท๊กซี่ไปที่พัก เป็นเป็นรถคล้ายๆ jeep บ้าง คาริเบี่ยนบ้าง จอดปะปนทั่วไป
ใช้เวลาสัก 15 นาที เราก็ถึงที่พัก ...โอว สววรค์ ที่นี่ ที่พี่หาวว่าไว้ว่าลำบากหน่อย
กลับเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปพอสมควร เรานั่งพักทานน้ำ ทานน้ำชา กันก่อน แยกย้ายเข้าไปพักผ่อน เนื่องจากล้าจากการเดินทางมาทั้งคืน
ในห้องพัก ก็ไม่แย่ครับ มีห้องน้ำ และมีน้ำอุ่นในช่วงเย็นให้ ... เราทะยอยกันอาบน้ำ
และล้มตัวนอน แต่แย่แล้วครับ อาการ Altitude หรือโรคความสูงมาเยือนแล้วครับ
นอนไปสักพัก เราเริ่มรู้สึกว่า ออกซิเจนในเลือด ไม่สามารถส่งเข้าไปเลี้ยงปลายประสาท
ทำให้อาการปวดหัวคล้ายไมเกรน ถามหา ... สักบ่ายก็ไม่ไหว ต้องออกมาหาอะไรทาน
ความกดอากาศที่นี่ ลองดูครับ ถุงกาแฟ ที่เอาไปด้วย ถึงกับโป่งบวมแทบแตก ...แล้วอย่างนี้ เส้นเลือดในร่างกายเรา ที่รับความกดอากาศระดับนี้ ไม่รู้สึกรู้สาบ้างก็กะไรแล้ว
ผมลองเปิด GPS เช็กดู ปรากฏว่าประมาณ 3,600 ม. ครับ
เราลองพยายามเดินรอบๆ ให้คลาย แต่พบว่าการเดินขึ้นบันไดตึกเพื่อไปดาดฟ้าแค่ 3 ชั้นนั้น ในระดับความสูงนี้นั้น เป็นระยะทางที่เล่นเอาเหนื่อยหอบทีเดียว แต่เราก็พยายามครับ ก็ได้ภาพมาฝากจากกล้อง HD Cam นั่นแหละ เพราะหน้าที่หลัก
คราวนี้ ไม่ได้มาถ่ายเองครับ แต่มาถ่ายพี่หาว อีกที เพื่อความสะดวก + ขี้เกียจแบก
เลยเอา HD VDO มา ซึ่งเก็บได้ทั้งนิ่งและเคลื่อนไหว ภาพนิ่งก็คงประมาณหนึ่งนะครับ
ตกเย็นเราก็ทานข้าวที่ที่พักนี่แหละ เป็น Buffet เพราะเป็นช่วง Hi-Season แขกเยอะ
เขาก็เลยจัดแบบเหมาให้ ทานเหมือนกัน ราคาก็ถูกครับ ทานแล้วก็ใช้วิธี ติ๊กในใบ note
ของแต่ละห้อง ว่าเราทานกี่คน มีเครื่องดื่มเพิ่มเติมไหม เมื่อ check out จึงค่อยคิด
ก็ดูเป็นมิตร กันเองดีนะครับ
แล้วเราก็พยายามชาร์จแบตฯ ทั้งกล้อง ทั้งคนไว้ให้เต็ม... กะว่าถ้าตื่นมาไม่มีใครเดี้ยง
เราจะเขาไปในตัวเมือง LEH กัน... พี่หาว กล่าวจบ ก่อนที่จะทิ้งท้ายเล็กน้อยว่า
แต่มันจะเปลี่ยนไปจาก 4 ปีที่แล้วขนาดไหน ผมยังไม่อยากคิดเลย ว่าแล้วเราก็ผล่อยหลับกันไป ราตรีสวัสดิ์ LEH
|