 |
 |
| วันนี้ 22 สิงหาคม... เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับ สภาพร่างกายที่เริ่มจะปรับตัวได้บ้าง เพราะนับเป็นวันที่ 2 แล้วที่เรายืนอยู่บนระดับ 3.5 กิโลเมตร จากระดับน้ำทะเล เรานัดกันที่ โต๊ะอาหารเช้าหน้าที่พัก อากาศกำลังสบายทีเดียว สักประมาณ 18-20 องศา เราสั่งอาหารเช้ามาทานกัน ที่นี่ก็จะเป็นอาหารง่ายๆ อย่าง Ladakh Bread หรือขนมปังก้อนแบบชาวลาดักห์ ที่อาจจะไม่คุ้นลิ้นนัก เนื่องด้วยเป็น ขนมปังก้อนเนื้อหยาบหน่อย ทานกับเนยที่ปาดให้มาแบบเป็นถ้วยเลย หรือแยมผลไม้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น apricot แล้วก็น้ำชา ซึ่งจะนิยมชานมกัน และก็เป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องที่ต้องหาคำตอบ ว่าขณะที่คนทั่วโลกเค้าดื่มกาแฟกัน ทำไมคนที่นี่กลับไม่ทานกาแฟกัน |
 |
| *ซึ่งมาทราบภายหลัง หลังจากอดไม่ได้ขอน้ำร้อนมาชงกาแฟซองที่ติดไป และพบว่า กาแฟ ซึ่งมี สารคาเฟอีน ช่วยกระตุ้นประสาท ทำให้หัวใจสูบฉีดแรงขึ้น ทำให้หัวใจที่ต้องทำงานหนักแข่งกับความกดอากาศบนที่สูงอยู่แล้ว ก็ยิ่งต้องทำงานหนักเข้าไปอีกทำให้เหนื่อย ประกอบกับที่นี่ อากาศแห้งมาก กาแฟซึ่งเป็นเครื่องดื่มธาตุร้อน การดื่มกาแฟๆ จะเข้าไปดูดซึมน้ำในร่างกาย ทำให้ร่างกายก็ยิ่งขาดน้ำเข้าไปอีก คนที่นี่จึงไม่นิยมกันจริงๆ มันไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง ต่างกับชา ..ซึ่งจะมีคุณสมบัติดับกระหาย และมีคาเฟอีนน้อยกว่า จึงเหมาะกับอากาศที่นี่มากกว่า |
 |
| สายตานักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคน มองมาที่เรา ทำไม? ก็เพราะเจ้า Nikon D700 ที่สวมเจ้าเลนส์ VR Nano Coated ตัวใหม่ นี่เองคือคำตอบ ...เพราะในช่วงรับประทานอาหาร หลายคนมองเจ้านิกส์ ที่วางบนโต๊ะด้วยความสงสัย และสนใจ แหม... ก็คนที่มาที่เลห์ นี้ หากไม่ใช่นักปีนเขา นักผจญภัย ก็เป็นนักสำรวจ สนใจในวัฒนธรรม ซึ่งทุกคนล้วนแต่เล่นกล้องทั้งนี้ ซึ่งนั่นคือ เขารู้ว่า นี่คือ กล้องรุ่นใหม่ ล่าสุดจาก นิคส์ และ อ่า... พี่หาวเรา ก็นับเป็นคนแรกๆ ในโลกที่ได้ถือเจ้ากล้องตัวนี้ด้วย น่ะสิ... หลายคนจึงอดไม่ได้ที่จะเข้ามาถามไถ่ ขอจับขอลอง ก็เล่นเอาพี่หาวของเรา ต้องคอยเป็นฑูตสาธิต อธิบายกันให้ดูกันเป็นเรื่องเป็นราวอยู่พักใหญ่ ประกอบกับคุณ ดาว่า เจ้าของ Guest House แห่งนี้ ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งหลงใหลในเสน่ห์ของภาพถ่ายและการตระเวนถ่ายรูป ก็แวะมาคุยด้วย กว่าจะได้ออกเดินทาง การเข้าไปในเมืองเลห์ ของเราวันนี้ จึงสายโด่งไปเล็กน้อย |
 |
| ท้องอิ่ม กล้องพร้อม แบตฯคน แบตฯกล้องชาร์จเต็ม เราก็เข้าไปเก็บภาพในเมือง พี่หาว ก็นำทีมเราเดินลุยเข้าตัวเมืองเลห์กัน จากที่พัก มีถนนทางเท้าสามารถเดินลัดเข้าเมืองได้ไม่ไกลนัก แต่ก็ไม่นึกว่าจะไกลถึง 5-6 กิโลขนาดนั้น แหม...แค่นอน ยังหายใจเหนื่อย... ต้องหายใจลึกๆ ตลอดเวลา แล้วนับประสาอะไรเมื่อต้องเดินหอบแฮ่กๆๆ ทำให้เราต้องเดินกันแบบทัวร์คนสูงอายุหน่อยเอาล่ะ นึกในใจ...เราได้ลองสมรรถนะร่างกายกันแล้วคราวนี้ เราต้องเดินไปพักถ่ายรูปไป เพราะรีบเดินไม่ไหว หายใจไม่ทันจริงๆ แต่นั่นก็ทำให้เราได้เก็บรายละเอียด ได้มีเวลาพินิจพิเคราะห์ความเป็นไป 2 ข้างทาง... และนี่เอง ที่เราได้ซึ้งถึงความจริงว่า ความประทับใจในการเดินทาง บางครั้ง ก็ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลาย แต่อยู่ระหว่างที่เราเดินทางนั่นเอง |
 |
| แค่ 4 ปี ที่นี่เปลี่ยนไปมาก ... คำนี้ พี่หาว บ่นออกมามากกว่า 3 ครั้ง ระหว่างเดินเข้าเมือง... เพราะเมืองเลห์ วันนี้ ได้เปลี่ยนภาพจาก เมืองของผู้ค้นหาและนักผจญภัยซึ่งแฝงไว้ด้วยความเรียบง่ายของวัฒนธรรมพุทธมหายาน กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัวไปแล้ว .... จากที่เคยได้รับคำขู่ต่างๆ จากพี่หาว ว่าลำบากต่างๆ นานา ในเมืองพวกเรากลับไม่ได้สัมผัสเลยถึงความรู้สึกนั้น ... เมือง เลห์ จะเปรียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนกับเมืองปาย แม่ฮ่องสอน ของเรานี่แหละ 4 ปีก่อน พี่หาวว่า มีร้านค้าของคนพื้นเมืองแค่ไม่กี่ร้าน แต่วันนี้ มีร้านมากมาย มีร้านอาหารแทบจะทุกชาติ อเมริกัน เยอรมัน ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น กระทั่งอาหารไทย ร้านอุปกรณ์เดินป่า ร้านจัดทัวร์ต่างๆ ร้านของชำ ฯลฯ เรียกว่า แค่มีเงินมา อะไรๆ ก็ซื้อหาได้ที่นี่ เพียงแต่อาจจะยังไม่ทันสมัยถึงขนาดอารยธรรม แมคโดนัลด์ และสตาร์บัค เท่านั้น |
 |
| ยิ่งเข้าในตัวเมือง ยิ่งเจริญเข้าไปใหญ่ มีนักท่องเที่ยวมากมาย เนื่องจากช่วงนี้ เป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวของที่นี่ และกำลังจะมีเทศกาล LEH Festival ช่วงต้นเดือนกันยายนอีก คนในเมืองช่วงนี้ จึงมากเป็นพิเศษ พี่หาว ตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อเข้าถึงตัวเมือง เพราะด้วยความที่แกได้อัดภาพผู้คนที่แกเคยถ่ายไว้เมื่อ 4 ปีก่อนพกมาด้วย ผมจะมีโอกาสได้เจอพวกเขาไหมนะ ไม่รู้พวกเค้าจะดีใจไหม เขาจะจำผมได้หรือเปล่า? นี่คงเป็นคำถามในใจของคุณต่อวงศ์เขาแหละ ผมสังเกตุเห็น |
 |
| ผู้คนที่นี่ หน้าตาจะออกแขกผสมจีนปนพวกแขกขาว เทือกๆ ชาวเติร์ก อยู่บ้าง เราเห็นวัฒนธรรมแบบจีน ผสมกลมกลืนกับแขก ความเป็นพุทธที่คละเคล้ากับอิสลามและฮินดู ทั้งหมดผสมกันจนดูแปลกตา ทั้งลักษณะการแต่งกาย การแต่งบ้านเรือน หรือข้าวของเครื่องใช้ และที่บอกได้ชัดเจนว่าที่นี่เหมือนฑิเบตจริงๆ ก็คือ วัด หรือ GOMPA ในภาษาของเขานั่นเอง |
 |
| เราได้แวะวัดแห่งแรกในเมือง ... วัดที่นี่ เหมือนในหนังจีนที่มี ลามะ อะไรทำนองนั้น มีระฆังที่ให้ใช้มือปัดให้หมุน เรียงรายรอบๆ วัด (บ้านเราจะเป็นระฆังที่ใช้ไม้ตี) มีคนสูงอายุ นั่งคุยกันใต้ร่มไม้ในลานวัด พร้อมถือตัวแกว่งหมุนไปด้วย มีลามะที่เดินเหินใช้ชีวิตปะปนกับคนเมืองทั่วไปเป็นปกติ เรายังตื่นๆ สถานที่อยู่เล็กน้อย ทำให้เกาะกลุ่มกันแน่น ซึ่งทำให้ชาวเมืองเขาตื่นและตกใจเมื่อเราหยุดขอเขาถ่ายภาพ พี่หาว จึงขอให้เราเดินแยกๆ กลุ่มกันหน่อย เพราะหากจะถ่ายภาพคน เราจะต้องเก็บธรรมชาติของเขาให้ได้มากที่สุด ว่าแล้ว พี่หาว จึงขอแยกตัว เดินนำหน้าไปหลายช่วงตัว จึงไปด้วยเก็บภาพผู้คนเมืองเลห์ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปมากกว่านี้ |
 |
| แล้วเราก็ได้ลองอาหารพื้นบ้านเมืองเลห์ ... เดินไปมาจนเกือบจะบ่ายสอง ท้องเริ่มเรียกหาอาหาร เราก็กลับมาเจอกัน ณ จุดนัดกลางเมือง เราลองเสี่ยงดวงเข้าไปร้านที่ใกล้ๆ พี่หาว ยังออกอาการเหนื่อยกับอากาศอยู่ เลยขอสั่งแบบง่ายๆ แค่ Soup Noodle แล้วก็เกี้ยวต้มแล้วกัน แต่ในใจก็สังหรณ์ว่าจะได้อะไรมาหนอ.. เพราะเจ้าของร้าน ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะได้ แต่ก็เอ่อออห่อหมกไป และแล้วสิ่งที่เราได้ทานก็คือ หมี่แห้งผัด และน้ำชุปใสๆ 1 ถ้วย พร้อมเกี๊ยวหน้าตาคล้ายๆ เกี้ยวซ่า แต่รู้สึกว่าจะเป็นเนื้อแพะ!!! ... ก็ทานกันได้นะครับ รสชาติอาจจะไม่คุ้นลิ้นนัก แต่ก็ได้รองท้องกัน หลังจากนั้น เราก็ไปสอยน้ำปั่นเย็นๆ สักหน่อยเพราะอากาศตอนบ่าย 2 กว่าๆ ของที่นี่ ร้อนเอามั่กๆ เราลอง Banana Milk Shake ก็เข้มข้นรสนมแบบอินเดียจริง |
 |
| หลังจากนั้น เราก็ตัดสินใจ กลับไปพักก่อนดีกว่า เนื่องจากบางคนออกอาการล้า พี่หาวเองก็เริ่มไม่ค่อยไหว แต่แกก็อยากจะแวะเอารูปไปให้ชาวบ้าน ที่มุมถนน แกเลยปล่อยให้พวกเรากลับไปก่อน ตอนแรกก็ว่าจะเรียก Taxi แต่แหมใกล้ๆ แค่นี้ เรียกตั้งร้อยรูปี ก็เลยขอลองเดินเอา ... โดยชะล่าใจลืมนึกไปว่า ประสบการณ์เข้าเมืองเพียงครั้งแรกของพวกเรา จะเพียงพอต่อการพาตัวเองกลับที่พักได้หรือไม่?? ระยะเดินเท้าก็แค่สัก ? ชั่วโมงเอง คงไม่ยาก ... ที่ไหนได้ แหม..เราเดินไปเรื่อยจนโน่น เกือบจะครึ่งทางไป Airport อยู่แล้ว ...ด้วยสัญชาติญาณที่เริ่มรู้สึกว่าหลงแน่ๆ และอาการเหนื่อยที่บอกได้ว่า เริ่มไม่สนุกกับการพยายามเดินหาทางกลับที่พักอีกต่อไป เราตกลงกัน เรียกรถtaxi เถอะ ...หลังจากนั้น ก็พยายามมองหารถที่วิ่งไปมา จนกระทั่งได้คันหนึ่ง |
 |
| โชคดีที่ที่พักของเรา ถือเป็นที่ที่เก่าแก่ Taxi เลยคุ้นชื่อ ไม่งั้นคงสื่อสารกันลำบาก แต่ราคาก็ one hundred fifty ฮ่าฮ่าฮ่า ...เป็นไง แค่ร้อยเดียวไม่ไป ต้องเดินให้ลากก่อนแล้วค่อยเรียก ...แล้วเราก็พบว่า ทางที่เราหลงไปแค่เลี้ยวเดียว มันทำให้เรามุ่งไปสู่ทางถนนที่ออกนอกเมืองเลย ขากลับเลยไกลจริง ขนาดนั่งรถ ยังเกือบ 20 นาที แต่การหลงครั้งแรก ก็ทำให้เราได้บรรยากาศบางมุม ที่น่าหลงใหล ของเมืองเลห์ อย่างไม่ได้ตั้งใจ คืนนี้ หลายคนออกการแย่จนไม่อาจจะทานข้าวเย็นลง โดยเฉพาะพี่หาวเรานี่ ปวดหัวแย่เลย พี่เต่าก็แย่ ผมและน้องพลัม หลังจากแย่มาตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เริ่มดีขึ้นหน่อย ยังไงก็ขอกินก่อน แล้วค่อยแยกย้าย คืนนี้เราหลับใหล ไม่รู้เพราะเหนื่อยจากการหลงทาง หรือ หลงเสน่ห์เมืองเลห์ กันแน่... |